โรงพิมพ์ส่วนใหญ่เค้ามักจะใช้งานพิมพ์แบบไหนกันบ้าง

โรงพิมพ์

เมื่อเราได้รู้จักข้อมูลของโรงพิมพ์ไปกันบ้างบ้างแล้ว ผู้เขียนคิดว่ายังคงมีอีกหลายๆท่านที่ยังคงอยากรู้ว่า โรงพิมพ์ส่วนใหญ่เค้ามักจะใช้งานพิมพ์แบบไหนกันบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการพิมพ์มาฝากกันค่ะ

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักการพิมพ์แบบ 4 สี ซึ่งรายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ การพิมพ์งานแบบ 4 สี คือ รูปแบบการพิมพ์ที่นำเอาแม่สี 4 สี ได้แก่ Cyan (สีฟ้า), Magenta (สีชมพูเข้ม), Yellow (สีเหลือง), และ Black (สีดำ) ของภาพใดๆ มาพิมพ์ซ้อนทับกัน เพื่อที่จะทำให้เกิดภาพที่มีสีสันต่างๆ ขึ้นมานั่นเอง ในขั้นตอนทางการพิมพ์ ภาพแต่ละภาพที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปที่จริงแล้ว ประกอบไปด้วยแม่สีหลักๆ เพียง 4 ข้างต้นเท่านั้นเอง ซึ่งแม่สีหลักทั้ง 4 สีนี้ เมื่อนำมาผสมก็จะสามารถทำให้เกิดสีสันต่างๆ ได้นับล้านๆ เฉดสีทีเดียว ขั้นตอนการนำภาพใดๆ ไปแยกส่วนประกอบของสี เพื่อให้ได้แม่สี 4 สีหลักนี้ เรียกว่า กระบวนการแยกสี” ซึ่งนับเป็นขั้นตอนการแรกของกระบวนการพิมพ์ หลังจากไฟล์งานเสร็จสมบูรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่ารูปแบบการพิมพ์แบบ 4 สีนี้ นับว่าเป็นรูปแบบการพิมพ์ที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้น หากเราต้องการสร้างไฟล์งานสิ่งพิมพ์ เพื่อที่จะนำไปส่งให้โรงพิมพ์แล้วหละก็ เราต้องมั่นใจว่าไฟล์งานที่เรากำลังจะส่งไปนั้น เป็นไฟล์งานที่ถูกสร้างขึ้นในโหมด CMYK. (โปรแกรมสำหรับสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Photoshop Adobe, Illustrator, หรือ InDesign จะมีโหมด CMYK ให้เราเลือกใช้อยู่แล้ว)

โรงพิมพ์ที่รับพิมพ์งานแบบ 4 สี ได้ผลตอบแทนคุ้มจริงหรือไม่? หลายท่านอาจเคยคิดว่าหากต้องการจะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทราบถึงสินค้า/บริการ ขององค์กร หากสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ให้ต่ำมากๆ โดยวิธีการถ่ายเอกสารขาวดำ หรือพิมพ์เป็นใบปลิว แผ่นพับ โบว์ชัวร์ โปสเตอร์ หรือแค็ทตาล็อก เป็นสีเดียวก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี

แต่ผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อสื่อสิ่งพิมพ์ มีตัวเลขที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

85% ของคนทั่วไป จะสามารถจดจำข้อมูลต่างๆ จากการอ่านข้อมูลที่มีสีสันได้ดีกว่าที่เป็นขาวดำ

87% ของคนทั่วไป มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าที่โฆษณาเป็นสีสันมากกว่าที่เป็นขาวดำ

58% ของคนทั่วไป มักจะหยิบสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันขึ้นมาดูก่อน

ในความเป็นจริงอาจกล่าวได้ว่าต้นทุนการผลิตสิ่งพิมพ์แบบสีเดียว ราคาถูก จะทำให้ท่านประหยัดงบประมาณลงได้บ้างเล็กน้อย แต่เมื่อนำมาคิดถึงต้นทุนรวมทั้งหมดที่ทุ่มลงไป เริ่มตั้งแต่ ค่าการออกแบบ ค่าพิมพ์ ค่าแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ไปยังลูกค้า รวมไปถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (แต่มีความหมายอย่างยิ่ง) เช่น ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แล้วหละก็ งบประมาณส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อผลิตสิ่อสิ่งพิมพ์ที่ดูดี มีความเป็นมืออาชีพ จึงคุ้มค่าอย่างยิ่งต่อการลงทุนสิ่งพิมพ์ที่ออกแบบ และพิมพ์โดยไม่มีคุณภาพที่แจกจ่ายไป 1 ชิ้น ก็เท่ากับเป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือของบริษัท 1 ครั้ง และสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันสวยงาม ดึงดูดใจ จำนวน 500 ใบ ที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างผลตอบกลับจากลูกค้าในอัตราที่สูง น่าจะดีกว่าสิ่งพิมพ์ไร้สีสัน ราคาถูก จำนวน 1,000 ใบ ที่ลูกค้าไม่สนใจแม้แต่จะมองอย่างแน่นอน

การเคลือบงานของโรงพิมพ์

โรงพิมพ์

ที่ผ่านมาเราได้รู้จักรายละเอียดของโรงพิมพ์ไปในหลายๆด้านแล้วนั้น วันนี้เรายังจะมีอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรงพิมพ์มาฝากกันค่ะ

วันนี้เรากล่าวถึงเรื่องของการเคลือบงาน โดยทั่วไปการเคลือบงานนั้นที่จะพบอยู่บ่อยๆ ประกอบไปด้วย

(1.) การเคลือบ UV (การเคลือบมันทั้งใบ) ที่ประหยัดและให้ความเงางามเป็นสารเคลือบบนกระดาษ คล้ายกับเราเทน้ำยาลงหน้ากระดาษ แล้วปาดน้ำยาให้เรียบ แล้วอบให้แห้ง ช่วยเรื่องความเงางามกันน้ำได้ระดับหนึ่ง

(2.) การเคลือบ PVC ใส เป็นการเคลือบพลาสติก PVCบนเนื้อกระดาษ ให้ความมันเทียบเท่า การเคลือบ UVและเงากว่า ทนทาน กันน้ำได้เยอะ แต่ราคาจะแพงกว่า

(3.) การเคลือบ PVC ด้าน เป็นการเคลือบผิว (Coating) การเคลือบผิวมีหลายวิธีเช่นการเคลือบวาร์นิช วาร์นิชด้านวาร์นิชแบบใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย (water based varnish) การเคลือบยูวี การเคลือบพีวีซีเงา พีวีซีด้าน

(4.) การเคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) การเคลือบวาร์นิชจะให้ความเงาน้อยที่สุดในขณะที่การเคลือบพีวีซีเงาจะให้ความเงามากที่สุด

ในส่วนของวิธีการสั่งพิมพ์งานกับทางโรงพิมพ์นั้น ลูกค้าควรจัดเตรียมไฟล์งานให้เรียบร้อย เพื่อให้ทางโรงพิมพ์สามารถนำงานของลูกค้าเข้าสู่กระบวนการพิมพ์ได้เลย ดังนั้นการที่ลูกค้าเตรียมไฟล์มาดี ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้งานพิมพ์ออกรวดเร็ว และสวยอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับไฟล์งานของลูกค้านั่นเอง

  • Save Zone Area คือ พื้นที่ที่มั่นใจได้ว่า เมื่อนำชิ้นงานไปพิมพ์แล้วจะไม่มีส่วนที่หายไป ดังนั้น ควรเว้นระยะ Save Zone Area เข้ามา เพื่อไม่ให้ตัวหนังสือ ถูกตัดขาด
  • Bleed คือ ระยะตัดตก ซึ่งทางโรงพิมพ์จะต้องเผื่องานจากขนาดของงานจริง เพราะ ทางโรงพิมพ์ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการตัดชิ้นงาน ออกมาตามขนาดของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าควรเผื่อระยะ ตัดตกโดยเพิ่มขนาดจากงานจริง

วิธีการจัดเตรียมไฟล์งานสำหรับส่งให้โรงพิมพ์นั้นสามารถทำได้ดังนี้

1. ลูกค้าควรตรวจสอบความคมชัดของงาน โดยความคมชัดในระดับที่แนะนำคือ Resolution 300

2. ลูกค้าควรปรับชิ้นงานของตน ให้เป็นโหมด CMYK ซึ่งเป็นโหมดสีสำหรับงานพิมพ์โดยเฉพาะ

3. ลูกค้าควรวางตัวหนังสือ หรือ รูปภาพที่สำคัญ ๆ ไว้ใน Save Zone ซึ่ง Save Zone เพื่อความมั่นใจได้ว่าเมื่อนำชิ้นงานไปพิมพ์ แล้วจะไม่มีส่วนที่หายไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

แผ่นพับ/โบรชัวร์ Save Zone : 3 มิลลิเมตร (ทุกด้าน)

หนังสือมุงหลังคา : 8 มิลลิเมตร (ทุกด้าน)

หนังสือใสกาว : 5 มิลลิเมตร (ทุกด้าน) ยกเว้น ฝั่งเข้าสัน 1.2 เซนติเมตร

4. ลูกค้าควรเผื่อระยะตัดตก (bleed) จากงานของลูกค้า โดยขยายพื้นหลังของลูกค้าออกมาได้อีกด้วย